23 สิงหาคม 2551
ผมอยากนำเสนอเรื่องบัตรเครดิตในมุมที่หลายๆ ท่านอาจจะไม่ทราบ (แต่อยากรู้) ลองอ่านกันดูนะครับ
1. ในการที่ร้านค้าจะรับชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยบัตรเครดิต ร้านค้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการรูดบัตรเครดิตแก่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตมากบ้างน้อยบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ, ยอดขายผ่านบัตรเครดิต และ ประเภทของบัตรเครดิตของลูกค้า นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับธุรกิจของร้านค้านั้นๆ ว่าสอดคล้องกับการทำตลาดของผู้ให้บริการบัตรเครดิตหรือไม่ เช่น
§ ถ้าผู้ให้บริการบัตรเครดิต ต้องการขยายฐานผู้ถือบัตรเครดิต ก็ต้องหาร้านค้าที่คิดว่าผู้ถือบัตรเครดิตจะต้องใช้จ่ายเป็นประจำให้รับบัตรเครดิต เช่น ปั๊มน้ำมัน ซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น ดังนั้น ร้านค้าประเภทนี้ ก็จะเสียค่าธรรมเนียมในอัตราที่ต่ำกว่าร้านค้าประเภทอื่นๆ
§ ธุรกิจไหนมียอดขายผ่านบัตรเครดิตยิ่งมาก ก็ย่อม(สามารถต่อรองให้)เสียค่าธรรมเนียมนี้ต่ำกว่า
§ ประเภทบัตรเครดิตที่ให้มูลค่าเพิ่มแก่ผู้ถือบัตรมากๆ ร้านค้าไหนรับรูดบัตรประเภทนี้ ก็ย่อมต้องเสียค่าธรรมเนียมสูงขึ้น ดังนั้น ร้านค้าบางร้านอาจจะไม่รับบัตรเครดิตประเภทนี้เลย เช่น บัตรแพลตินั่ม เป็นต้น
§ ดังนั้น คุณผู้อ่านที่ใช้บัตรเครดิตอาจเจอร้านค้าบางร้านบางประเภทที่เค้าจำเป็นต้องขอชาร์ทค่าธรรมเนียม เพราะร้านค้าเหล่านี้ก็โดนชาร์ทค่าธรรมเนียมจากผู้ให้บริการบัตรเครดิตในอัตราที่สูง ประมาณ 3%
2. ค่าธรรมเนียมนี้ ต้องแบ่งให้กับผู้ทำธุรกิจเครื่องรูดบัตร (enquirer) ด้วย ซึ่งในเมืองไทยก็มีอยู่ไม่กี่เจ้า เช่น ล๊อกซ์เล่ย์, ธ.กรุงเทพ เป็นต้น โดยปกติก็จะแบ่งกันคนละครึ่ง เสริมอีกนิดว่า การลงทุนเป็น enquirer เป็นการลงทุนที่ไม่ค่อยมีสถาบันการเงินอยากแข่งขันกันลงทุน เพราะใช้เวลาคืนทุนนานมาก ต้องลงทุนเรื่องระบบ เรื่องเครื่องEDC หรือ Electronic Data Capture (ไว้รูดบัตร) เรื่องการบำรุงรักษาเครื่อง ฯลฯ ยิ่งเดี๋ยวนี้เครื่องรูดบัตรสมัยใหม่ต้องมีคุณสมบัติอ่าน chip บนบัตรเครดิตได้ ราคาเครื่องก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก และในอนาคต ถ้าต้องรองรับระบบ contactless ก็จะมีต้นทุนค่าเครื่องสูงยิ่งขึ้นไปอีก (เท่าที่ทราบ ค่าเครื่อง EDC ตกประมาณ 20,000 บาท)
3. ธุรกิจการปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิต (มองในมุมของการลงทุน) ถือว่าเป็นการลงทุนชนิดหนึ่งที่ผู้ให้กู้ต้องไปหาเงินมาปล่อยกู้ ต้นทุนการหาเงินก็คือดอกเบี้ยเงินกู้ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะได้กำไรก็ต่อเมื่อได้ค่าธรรมเนียมจากร้านค้าและ/หรือ ได้รับชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง (ในกรณีผ่อนชำระสินค้า, การชำระหนี้ขั้นต่ำ หรือ การเบิกเงินสดล่วงหน้า)
4. หลายต่อหลายกรณีที่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตไม่อนุมัติสินเชื่อบัตรเครดิต เพราะชั่งระหว่างความเสี่ยงกับกำไรที่จะได้แล้วพบว่ามีความเสี่ยงมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท แต่มีหนี้ที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือน(ไม่ว่าจะหนี้ระยะสั้นหรือระยะยาวที่อยู่ในระบบเครดิตบูโร) ปริ่มๆ จะ 20,000 บาท กรณีอย่างนี้ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตมักจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้นะครับ เพราะเสี่ยงมาก และยังเป็นภาระแก่ผู้ถือบัตรอีกด้วย (อย่าลืมว่าการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อาศัยเพียงข้อมูลและความน่าเชื่อถือของผู้กู้)
5. ข้อมูลและความน่าเชื่อถือของผู้กู้ ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากเครดิตบูโร เช่น ยอดเงินสดหมุนเวียนในแต่ละเดือนในระบบสถาบันการเงิน การมีตัวตนที่น่าเชื่อถือและสามารถติดต่อได้โดยสะดวก (เช่น ต้องมีเบอร์โทรศัพท์บ้าน) ความมั่นคงของรายได้ โดยเฉพาะที่เป็นรายได้ประจำเดือน (ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือเป็นเจ้าของกิจการ)
6. การทวงถามหนี้บัตรเครดิต เป็นธรรมดาว่าผู้ให้บริการบัตรเครดิตอยากได้กำไรจากการให้บริการสินเชื่อ (รายได้จากค่าธรรมเนียมไม่ช่วยให้ผู้ให้บริการบัตรเครดิตได้กำไร) ดังนั้น การทวงถามหนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นครับ เพราะถ้าทวงถามหนี้ไม่ได้ นั่นหมายความว่าขาดทุนแน่นอน (คือ ทุนก็หาย กำไรก็หด) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจึงมักจะตั้งบริษัทลูกขึ้นมา เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและสามารถวัดประสิทธิผลการทำงานได้ชัดเจน ส่วนวิธีการทวงถามหนี้ โดยหลักการคือต้องถือว่าลูกหนี้คือลูกค้า ลูกค้าส่วนใหญ่คือลูกค้าที่ดี แต่มีลูกค้าบางส่วนที่มีปัญหากับการชำระหนี้ ในกรณีที่ลูกค้าไม่มีเงินจริงๆ สามารถต่อรองกันได้ครับ โดยหลักการต่อรองต้องอยู่บนพื้นฐานที่ทั้งสองฝ่ายรับได้ ลูกค้ายังมีสภาพคล่องพอสมควร ในขณะที่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตก็พอมีกำไรอยู่บ้างและทุนไม่หดหาย แต่ในกรณีลูกค้าชัดเจนว่าจะชักดาบ กรณีอย่างนี้ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะต้องพยายามตามทวงในหลายๆวิธี (ที่ดูไม่ดีนัก) การฟ้องศาลก็อาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้กันอยู่เพื่อผลทางกฎหมายและอายุความ แต่สิ่งที่ผู้ให้กู้ต้องการอย่างแท้จริง คือ ต้องการทุนคืน ถ้าได้กำไรกลับมาก็ย่อมเป็นการดี
7. ในยุคปัจจุบัน เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุน การอนุมัติสินเชื่อบัตรเครดิตจึงมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น ทั้งการที่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตเป็นสมาชิกเครดิตบูโร (ซึ่งมีสมาชิกเป็นสถาบันการเงินอยู่ประมาณ 80 บริษัท) การเช็คหนี้ของลูกค้าทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย คือ ถ้าลูกค้าไม่พร้อมกับการกู้เงินหรือทำบัตรเครดิตแล้ว ผู้ให้บริการบัตรเครดิตก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาตามมาอีกในอนาคต
8. เนื่องจากการขอสินเชื่อบัตรเครดิต เป็นเรื่องส่วนบุคคลและเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้น ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจึงสงวนสิทธิไม่สามารถให้รายละเอียดหรือเหตุผลว่า ทำไมถึงไม่อนุมัติบัตรเครดิตให้แก่ลูกค้าแต่ละราย
จะว่าไปแล้ว ธุรกิจนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้ ถ้าสามารถหาผู้ถือบัตรจากคนที่ไม่ใช้ หรือ ไม่ค่อยได้ใช้บริการผ่านระบบสถาบันการเงิน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่า
1. ลูกจ้าง มักจะรับเงินเดือนเป็นเงินสดโดยตรงจากนายจ้าง นายจ้างไม่ได้ใช้ระบบการจ่ายเงินเดือนผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงิน (payroll) การใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่ก็จะเป็นในลักษณะนอกระบบสถาบันการเงิน หรือถ้าอยู่ในระบบ ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนว่า รายได้ในแต่ละเดือนมีความสม่ำเสมอมากน้อยขนาดไหน เมื่อการตรวจสอบข้อมูลเรื่องรายได้เป็นเรื่องที่ยากกับลูกค้ากลุ่มนี้ จึงทำให้ผู้ให้บริการบัตรเครดิตขาดโอกาสจากการขยายฐานการถือบัตรเครดิต
2. เจ้าของกิจการในต่างจังหวัด มักจะเป็นกลุ่มเกษตรกร ซึ่งรายได้ในแต่ละเดือนมีความผันผวนสูงมาก หรือถ้าเป็นกลุ่มที่อิงกับการท่องเที่ยว รายได้ในแต่ละเดือนก็จะขึ้นอยู่กับฤดูกาลของการท่องเที่ยว การจะให้สินเชื่อแก่ลูกค้ากลุ่มนี้จึงเรื่องที่ยาก เพราะไม่แน่ใจว่าในเดือนที่ระดับเงินสดหมุนเวียนน้อยๆ จะมีปัญหากับเรื่องของความเสี่ยงหรือไม่
3. ธุรกรรมทางการเงินนอกระบบในบางราย (ย้ำ! บางราย) สถาบันการเงินต้องแยกแยะให้ได้ว่า เงินเหล่านี้ถูกหรือผิดกฎหมายการฟอกเงิน เพราะนอกจากจะมีปัญหาทางกฎหมายแล้ว ยังอาจเกิดความเสี่ยงทางการเงินกับผู้ให้บริการบัตรเครดิตเองอีกด้วย
คงกระจ่างมากขึ้นนะครับกับเรื่องของบัตรเครดิต
0 responses so far ↓
There are no comments yet...Kick things off by filling out the form below.